เลี้ยงลูกด้วยกล้วย แต่ไม่ใช่เรื่องกล้วยกล้วย

กล้วยกับเด็กเหมือนเป็นของคู่กัน ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปเวลบีคิดว่าในวัยอย่างเราคงโตมากับการกินกล้วยบดตอนเด็กๆใช่ไหมคะ แต่เราคงจำไม่ได้หรอกว่าเรากินตอนอายุเท่าไหร่ มาคิดว่าจะเริ่มป้อนให้ลูกเราตอนไหนดีก็นึกไม่ออก แถมช่วงหลังก็มีประเด็นการป้อนกล้วยให้เด็กทารกมาให้กังวลอีก แต่เอ๊ะ เราก็โตมากับมันได้นี่หน่า โอ๊ย สารพัดความสับสน แต่เรื่องแบบนี้จริงๆแล้วคือเรื่องของระบบการทำงานของร่างกายทารก ที่จะมีพัฒนาการในแต่ละช่วง มีการเติบโตซึ่งคุณแม่ก็ต้องทำความเข้าใจว่าช่วงไหนที่มีพัฒนาการอย่างไร เพื่อจะได้ป้อนอาหารได้ถูกหลัก ปลอดภัยและเป็นประโยชน์กับลูกน้อยที่สุด แน่นอนค่ะ วันนี้เวลบีก็มีข้อมูลมาไขความสงสัยว่าจริงๆแล้วกล้วยมีประโยชน์กับทารกยังไง แล้วช่วงไหนที่สามารถป้อนได้ ทำไมต้องกล้วย? อันดับแรกต้องบอกก่อนว่ากล้วยที่เหมาะสำหรับการป้อนเด็กทารก คือ กล้วยน้ำว้า เพราะเป็นผลไม้ที่หาง่าย ปลูกได้ทุกบ้านเรือน คนไทยเลยนิยมกัน และกล้วยน้ำว้ามีเนื้อที่นิ่ม ทานได้ง่าย เด็กทารกที่ยังไม่มีฟันก็สามารถทานได้ ส่วนในเรื่องของประโยชน์ สารอาหาร กล้วยมีส่วนประกอบของโปรตีนที่ใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ มีโปแตสเซียมสูงมาก ซึ่งช่วยเพิ่มพลังให้สมองตื่นตัว และกล้วยยังช่วยให้เด็กไม่มีอาการท้องผูก เพราะมีเส้นใยอาหารอยู่มาก ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก กล้วยแบบไหนถึงจะดี? เวลบีแนะนำว่าควรเป็นกล้วยน้ำว้าที่สุกงอม ยิ่งสุกคาต้นได้ยิ่งดีเลยค่ะ เพราะกล้วยมีองค์ประกอบหลักคือ แป้ง (คาร์โบไฮเดรต) และน้ำตาล ซึ่งในกล้วยดิบจะพบแป้งเป็นส่วนใหญ่ โดยแป้งของกล้วยมีบางส่วนที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ยิ่งในเด็กที่ย่อยได้ยากกว่าผู้ใหญ่ก็จะทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกายได้ จึงแนะนำให้เป็นกล้วยที่สุกงอมที่มีองค์ประกอบของน้ำตาลมากกว่าแป้ง ทำให้การย่อยเป็นเรื่องง่าย ส่วนที่บอกให้สุกคาต้นก็เพราะว่าสมัยนี้ส่วนใหญ่กล้วยที่เก็บมาขายจะยังเป็นกล้วยดิบ ซึ่งในระหว่างการบ่มอาจจะทำให้แป้งเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลได้ไม่เต็มที่เท่ากับแบบที่สุกคาต้นนั่นเองค่ะ เมื่อไหร่ที่สามารถเริ่มป้อนกล้วยได้? นักวิชาการทางการแพทย์หลายๆท่านแนะนำให้ป้อนกล้วยให้กับเด็กทารกตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป…

สารพัดอุปกรณ์ประจำบ้านสำหรับคุณแม่

อีกเรื่องที่ต้องกังวลสำหรับคุณแม่มือใหม่คงหนีไม่พ้นการเตรียมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ สำหรับการเลี้ยงลูกน้อย ซึ่งเรียกได้ว่าค่อนข้างที่จะเยอะมากสำหรับการเลี้ยงลูกหนึ่งคน วันนี้เวลบีได้รวบรวมอุปกรณ์ต่างๆ ที่คุณแม่ต้องเตรียมให้พร้อม โดยจะแยกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ไว้นะคะ จะเป็นอย่างไรบ้างลองไปดูกันค่ะ 1. หมวดเครื่องนอน การเตรียมอุปกรณ์เครื่องนอนสำหรับลูกน้อยนั้นถือเป็นส่วนสำคัญมากๆ เนื่องจากลูกน้อยจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการนอน ซึ่งคุณแม่จะต้องเตรียมตัวให้ดีเพื่อให้ลูกน้อยได้มีความสุขกับการนอนอย่างเต็มที่ รู้สึกสะดวกสบายและปลอดภัย ซึ่งตัวอย่างอุปกรณ์ในหมวดเครื่องนอน ดังนี้ เตียงนอน เบาะนอน แผ่นยางรองฉี่ ผ้าปูที่นอน หมอนข้างหรือหมอนปรับท่านอน ผ้าห่มหรือผ้าคลุม เปลไกว เก้าอี้นอนแบบโยก มุ้งครอบ 2. หมวดอุปกรณ์อาบน้ำ การอาบน้ำของลูกน้อยค่อนข้างต้องใช้ความระมัดระวังต่างจากผู้ใหญ่หรือเด็กทั่วไป ฉะนั้นแล้วจึงควรมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัย และใช้ผลิตภัณฑ์ในการอาบน้ำที่อ่อนโยนต่อผิวลูกน้อยด้วย แผ่นยางรองอาบน้ำ อ่างอาบน้ำสำหรับเด็ก แชมพูและสบู่ที่อ่อนโยนสำหรับเด็ก ฟองน้ำธรรมชาติ เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ ผ้าขนหนู สำลีแบบก้าน แบบก้อน และแบบแผ่น กระดาษทิชชู่แบบเปียกและแบบแห้ง กระติกน้ำร้อน ราวตากผ้าอ้อม 3. หมวดเสื้อผ้า ถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่คุณแม่ต้องใส่ใจและต้องพร้อมเลือกซื้อสำหรับลูกน้อยอยู่ตลอดเวลาเพราะลูกน้อยจะมีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงรูปร่างอยู่เรื่อยๆ ซึ่งคุณแม่ต้องคอยสังเกตและเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับขนาดตัวของลูกเพื่อความสะดวกสบายด้วยนะคะ ผ้าสำหรับห่มตัว เสื้อผ้า 8-10 ชุด หมวก 2-3 ใบ ถุงมือ 2-4…

จริงหรือไม่ ผู้หญิงไม่ควรมีลูกหลังอายุ 35??

หลายๆงานวิจัยบ่งชี้ว่าช่วงอายุที่เหมาะแก่การตั้งครรภ์คือช่วงอายุ 20 ปี แต่บางงานวิจัยกับบอกว่าอายุ 30 – 39 ปี แต่ที่เคยได้ยินกันมาว่าหลังจากอายุ 30 ปี จะทำให้มีลูกยาก เอ๊ แล้วแบบนี้จะเชื่ออันไหนดี งง กันไปเลยใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เวลบีได้ไปทำการศึกษามาแล้ว เลยอยากมาสรุปให้ฟัง ให้คุณแม่ทุกท่านเข้าใจได้ง่ายๆ สไตล์เวลบีค่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่อายุเกิน 35 ปีไปแล้ว จะไม่สามารถมีลูกได้ ในความเป็นจริงคือไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็ยังคงมีโอกาสตั้งครรภ์ แต่สิ่งที่ต่างกันในแต่ละช่วงอายุคือ ความสมบูรณ์ของครรภ์ ความสมบูรณ์ของเด็ก โอกาสที่จะตั้งครรภ์ ภาวะต่างๆระหว่างตั้งครรภ์ที่ก็จะเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งภาวะเจริญพันธุ์ของสตรีเพศจะสูงสุดในช่วงวัย 20-30 ปี แล้วจะลดฮวบลงทันทีหลังอายุ 30 ปี จากการเก็บข้อมูลเชิงสถิติล่าสุด พบว่าโอกาสที่ผู้หญิงจะมีบุตรให้สำเร็จในหนึ่งปี มีถึง 75% ในขณะอายุ 30 ปี ลดลงมาเหลือ 66% ที่อายุ 35 ปี และเหลือเพียง 44% ที่วัย 40 ปี แต่หากให้เวลาตัวเองได้ถึงสี่ปี จะเพิ่มโอกาสได้ถึง…

อยากได้ลูกแฝดต้องทำอย่างไร…?

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงอยากจะมีลูกแฝดน่ารักๆ ไว้สักคู่ ไม่ว่าจะเป็นแฝดชาย แฝดหญิง หรือชายหญิง ทั้งนี้ก็อาจเป็นเพราะไหนๆ ก็มีลูกทั้งทีมีไปเลยสองคนน่าจะดีกว่า แต่ว่าการมีลูกแฝดนั้นมันก็ไม่ได้มีกันง่ายๆทุกคนน่ะสิ วันนี้เวลบีจึงขอรวบรวมข้อมูลมาเสนอให้ดูว่า การจะมีลูกแฝดนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยใดได้บ้าง ปัจจัยที่ก่อให้เกิดลูกแฝด กรรมพันธุ์ : แน่นอนว่าปัจจัยหลักๆ ของการมีลูกแฝดเกิดจากกรรมพันธุ์ เพราะหากมีใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเป็นแฝด หรือมีประวัติการตั้งครรภ์แฝดแล้ว ก็ย่อมส่งผลให้โอกาสในการเกิดลูกแฝดของคนในครอบครัวมีมากขึ้น เคยตั้งครรภ์มาแล้วหลายครั้ง : คุณแม่ที่เคยมีบุตรหรือเคยตั้งครรภ์มาแล้วหลายครั้ง จะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดได้มากขึ้นเนื่องจากมีโอกาสตกไข่ได้มากขึ้นนั่นเองค่ะ คุณแม่ตั้งครรภ์ขณะอายุ 35 ปีขึ้นไป : เนื่องจากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ช้านี้จะมีการกระตุ้นไข่เหลือเก็บมากขึ้นเพื่อให้ตั้งครรภ์ จึงอาจเกิดโอกาสตกไข่มากกว่า 1 ฟอง จึงทำให้คุณแม่ที่มีอายุช่วง 35 ปีขึ้นไป มีโอกาสได้ลูกแฝดมากกว่าคุณแม่ที่มีอายุน้อยๆ แต่ทั้งนี้ก็จะมีความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์มากกว่าเช่นกัน น้ำหนักและส่วนสูง : ในคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากก็จะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดได้มากกว่าคุณแม่ทั่วไป เชื้อชาติ : จากข้อมูลวิจัยพบว่าคุณแม่ที่มีเชื้อชาติแอฟริกันจะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดมากกว่าคุณแม่ที่มีเชื้อชาติอื่นทั้งคุณแม่ผิวขาวหรือผิวเหลืองค่ะ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม : จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่ชอบการดื่มนม และดื่มนมมากกว่าปกติ 5 เท่านั้นจะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดมากกว่าคุณแม่ที่ไม่ทานนมหรือเนื้อสัตว์ เนื่องจากจะมีโปรตีนบางชนิดที่ช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาของรังไข่และเพิ่มโอกาสในการตกไข่ที่มากขึ้นด้วย การกินยาคุมต่อเนื่องเป็นเวลานาน : เนื่องจากการกินยาคุมเป็นเวลานานนั้น เมื่อหยุดกินจะทำให้ไข่ตกเป็นจำนวนมากขึ้นทำให้โอกาสของการมีลูกแฝดสูงขึ้นค่ะ การให้นมลูกอย่างต่อเนื่อง : คุณแม่ที่มีการให้นมลูกคนแรกอย่างต่อเนื่องไปจนตั้งครรภ์ลูกคนที่สองจะมีโอกาสได้ลูกแฝดมากกว่าคุณแม่ที่ไม่ให้นมลูกค่ะ…

5 เทคโนโลยี แก้ไขปัญหามีบุตรยาก …

การมีบุตรยากคงเป็นปัญหาที่น่ากังวลสำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่าน เพราะไม่ว่าจะลองวิธีไหน เจ้าลูกน้อยก็ยังไม่มาให้เห็นสักที วันนี้เวลบีได้รวบรวม 5 เทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการมีบุตรยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านมาฝาก  ลองไปดูกันนะคะว่าวิธีไหนมีส่วนช่วยอย่างไร และเหมาะกับเราหรือไม่ค่ะ 1. เทคโนโลยีคัดเลือกเชื้ออสุจิ และผสมเทียม สำหรับการคัดเลือกเชื้ออสุจิ ผสมเทียม หรือ Intrauterine insemination : IUI เป็นการฉีดอสุจิที่ได้มีการคัดเลือกเอาอสุจิที่มีความแข็งแรง ฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกผ่านสายยางที่สอดจากปากมดลูก ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ยุ่งยาก มีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก แต่ผลจะดีหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับอสุจิที่เลือกมา ต้องเป็นของผู้มีร่างกายแข็งแรงมีอายุไม่มาก และฝ่ายหญิงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเยื่อบุโพรงมดลูกหรือท่อนำไข่ตัน 2. การทำกิ๊ฟท์ การทำกิ๊ฟท์ (Gamete Intrafallopain Transfer : GIFT) คงเป็นวิธีที่หลายท่านเคยได้ยิน ซึ่งถือเป็นการนำเอาไข่และตัวอสุจินำกลับเข้าไปยังท่อรังไข่ ที่เป็นตำแหน่งของการปฏิสนธิตามธรรมชาติ ผ่านทางช่องท้องด้วยการส่องกล้องค่ะ ซึ่งเหมาะสำหรับฝ่ายหญิงที่มีท่อรังไข่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง และฝ่ายชายที่มีอสุจิปกติค่ะ 3. การทำเด็กหลอดแก้ว เด็กหลอดแก้ว หรือ In-Vitro Fertization : IVF  จะมีความคล้ายกับการทำกิ๊ฟท์ แต่จะต่างตรงที่จะมีการปฏิสนธิของไข่และอสุจิในหลอดทดลองจนเกิดเป็นตัวอ่อนแล้วจึงนำกลับเข้าไปในมดลูก ซึ่งวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีความผิดปกติของท่อรังไข่ทั้งสองข้าง หรือภาวะเยื่อบุโพรงมดลูก…

คุณแม่เตรียมรีบมือกับ 2 ขวบ อันโหดร้าย !! (Terrible Two)

คุณพ่อคุณแม่เคยลองสังเกตพฤติกรรมของเจ้าหนูบ้างมั้ยคะ ช่วงประมาณอายุ 2 ขวบ ที่เค้าจะพูดคุยด้วยยากเหลือเกิน พูดอะไรก็ไม่ค่อยฟัง เอาแต่ใจ ไม่ได้ดั่งใจก็กรี้ด ลงไปนอนดิ้นกับพื้น ทำเอาคุณพ่อคุณแม่ความดันขึ้นกันไปเป็นวันๆ แต่เวลบีอยากจะบอกว่า พฤติกรรมเหล่านี้ เราไม่ถือว่าเด็กๆ ผิดปกตินะคะ เพราะ จริงๆ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนออกมาตามช่วงวัยของเค้า หรือที่เรียกกันว่าเป็นช่วง “Terrible Two” หรือ ภาษาไทยก็ “2 ขวบอันโหดร้าย” ซึ่งเวลบีจะมาเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้ว Terrible Two เนี่ยคืออะไร แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างไรร ถ้าพร้อมแล้ว ก็ไปดูกันเลยยย Terrible Two คืออะไร ? เกิดจากอะไร ? ในช่วงวัย 2 ขวบปี ถือเป็นช่วงวัยสำคัญของเด็กๆ โดยจะมีพัฒนาการที่เราสามารถเห็นได้ชัดๆ เช่น เค้าสามารถพูดได้ 2 – 3 ประโยค รวมไปถึง สามารถเดินได้คล่องขึ้น, ปีนป่าย เป็นต้น นอกจากนี้…

8 เมนู อาหารเสริมลูกน้อยวัย 6 เดือน

แน่นอนว่าอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด คือ นมแม่ เพราะมีสารอาหารที่เหมาะสมพร้อมทั้งภูมิต้านทานที่ช่วยให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วยบ่อย ดังนั้น ในช่วง 0 – 6 เดือน เวลบีแนะนำให้เจ้าหนูทานแต่นมแม่ยาวๆ ไปเลย แต่ในช่วงตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่สามารถให้อาหารเสริมกับลูกน้อยควบคู่ไปกับนมแม่ได้นะคะ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารได้ครบถ้วนมากขึ้น เวลบีขอนำเสนอ 8 เมนู ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ เพื่อลูกน้อย พร้อมทั้งวิธีทำสุดง่ายและคุณประโยชน์สุดปังมา ฝากกันค่า จะเป็นอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยยยยย กล้วยน้ำหว้าบด+ข้าวกล้องสุก+น้ำนมแม่ วิธีทำสุดง่าย : ข้าวกล้องสุก 8 ช้อนโต๊ะบดให้ละเอียด และกล้วยน้ำหว้าหั่นชิ้นเรียบร้อย ปั่นรวมกันกับข้าวกล้องสุก น้ำต้มสุก 6 ออนซ์ หลังปั่นเสร็จผสมด้วยนมแม่อุ่น ๆ 3 ออนซ์ คุณประโยชน์สุดปัง : กล้วยช่วยในการเจริญเติบโตทางร่างกายของทารก, กล้วยเพิ่มประสิทธิภาพสมองของเด็ก, กล้วยช่วยเพิ่มพลังงานแก่เด็ก แครอทบด+นมแม่ วิธีทำสุดง่าย : แครอทปอกเปลือก ล้างให้สะอาด นำไปหั่นชิ้นเล็ก ๆ นึ่งให้สุก จากนั้นนำมาบดกับนมแม่ให้ละเอียดที่สุด…

5 เทคนิคพิชิตการเป็นแม่วัวพันธุ์ดี

คุณแม่ ๆ เคยท้อมั้ย สต็อคนมของเราไม่เท่าของคนอื่นเค้าเลย บางทีก็ต้องไปแอบขอแบ่งจากคุณแม่ข้าง ๆ บ้านบ้าง คุณแม่ต้องใจเย็น ๆ นะคะ เวลบีจะบอกว่าทุกคนมีโอกาสเป็นแม่วัวพันธุ์ได้ทั้งนั้น เรื่องของการปั๊มนมก็เหมือนการสร้างซิกแพ็ค ยิ่งมีวินัยมากเท่าไหร่ ยิ่งมุ่งมั่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ครั้งนี้เวลบีขอเสนอ 5 วิธีที่จะช่วยให้คุณแม่ ๆ ปั๊มนมให้สำเร็จมากขึ้น เป็นอะไรบ้าง ไปดูเลย 1. เป้าหมายมีไว้พุ่งชน คุณแม่อยากให้ลูกอิ่มท้องด้วย “นมตัวเอง” หรือ “นมคนอื่น” คะ ? เวลบีมั่นใจว่า แม่ทุกท่านต้องอยากให้ลูก ได้ทานน้ำนมตัวเองแน่ ๆ ดังนั้น คุณแม่ตั้งเป้าเลยค่ะ เช่น ไม่ว่ายังไง ชั้นก็จะปั๊มนมให้ลูกอิ่มท้องทุกมื้อให้ได้ หรือ ชั้นจะปั๊มนมให้ลูกกินไปจนถึงอายุ 1 ขวบ (ยกตัวอย่างนะคะ อิอิ) เมื่อได้เป้า ก็พุ่งชนเลยจ้า เวลบีเชื่อว่า ผู้หญิงทุกคนมีพลังในตัวเองจ้า ทำได้แน่นอน 2. เริ่มให้ไว ปั๊มให้ถี่ และ ไปให้สุด…

คุณแม่มือใหม่ อ่านอะไรดี ?

การตั้งครรภ์นั้นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของร่างกายและเป็นการเริ่มต้นของอีกหนึ่งชีวิต ซึ่งคุณแม่ทั้งหลายควรศึกษาข้อมูลและเตรียมตัวให้ดี เพื่อตัวคุณแม่และคุณลูกเอง วันนี้เวลบีเลยมีหนังสือมาแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่จะได้เข้าใจถึงพัฒนาการของร่างกายและลูกน้อย โดยหนังสือที่เลือกมานั้นล้วนเป็นหนังสือที่ได้รับคำแนะนำจากคุณแม่ที่เคยตั้งครรภ์มาแล้ว รับรองว่าซื้อมาแล้วได้ความรู้และประโยชน์แน่นๆแน่นอนค่ะ 1. สร้างชีวิตมหัศจรรย์ด้วยน้ำนมแม่ เล่มแรกเป็นหนังสือของ พญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ เป็นหนังสือที่ถูกตีพิมพ์ออกมาหลายครั้ง เป็นการการันตีความฮิตได้อย่างดี เพราะเป็นหนังสือที่ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องนมแม่ตามชื่อเท่านั้น แต่เกี่ยวกับเลี้ยงลูก ผ่านประสบการณ์ตรงของคุณหมอเองด้วย คำแนะนำบางส่วนจากผู้เขียน “หนังสือเล่มนี้จะเขียนเป็นบทเป็นตอน เรียงตามลำดับเหตุการณ์จริง โดยเริ่มตั้งแต่ความรู้ทั่วไปที่คุณแม่พึงทราบ ก่อนตัดสินใจว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมอะไร และเมื่อตัดสินใจได้แล้วว่า จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เหตุการณ์ที่ต้องเผชิญตั้งแต่แรกคลอด จนกระทั่งลูกเติบโตขึ้นในแต่ละวัย ซึ่งหากเข้าใจและทำตามคำแนะนำในหนังสือ จะมีความรู้สึกเสมือนมีป้าหมอมานั่งพูดคุยด้วย และช่วยแก้ปัญหาที่พบในแต่ละช่วง แต่ละวัย จึงเหมาะสำหรับเป็นของขวัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่มือใหม่หรือผู้ที่มีความสนใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทุกท่าน”   เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB: สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ 2. คู่มือตั้งครรภ์ทันสมัย เขียนโดย พ.ญ. ปิยะรัตน์ สัมฤทธิ์ประดิษฐ์ เป็นอีกหนึ่งเล่มที่คุณแม่ทั้งหลายแนะนำกันปากต่อปาก เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงของคุณหมอเองพร้อม แนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด มีภาพประกอบแสนที่ช่วยให้อ่านง่าย แต่ความยากของหนังสือเล่มนี้คือหาซื้อมือหนึ่ง ไม่ได้แล้ว หากคุณแม่ท่านไหนต้องการอาจจะลองหาเป็นมือสอง หรือถามเพื่อนๆที่เคยท้องมาก่อนว่าพอมีของส่งต่อบ้างไหมอาจจะพอได้อยู่ค่ะ 3. ห่วงใยคุณแม่ดูแลลูกน้อย เป็นหนังสือที่แปลมาจากต่างประเทศเขียนโดย Elizabeth Fenwick แปลโดย…

ปัญหาหนักใจ แก้ยังไงกับผิวแตกลายจากการตั้งครรภ์

ปัญหาที่คุณแม่ทั้งหลายพบเจอในช่วงตั้งครรภ์ และสร้างความหนักใจมาจนถึงช่วงหลังคลอด นั่นก็คือปัญหาท้องแตกลายจากการตั้งครรภ์ ที่คุณแม่แทบทุกคนต้องเตรียมมือตั้งรับ จะมามากน้อย มาช้ามาเร็ว บางครั้งคงต้องพูดว่าแล้วแต่บุญแล้วแต่กรรมที่ทำมากันเลยทีเดียว ด้วยความสงสัย เวลบีเลยไปลองหาความรู้มา เลยอยากจะเอามาเล่าให้คุณแม่ทุกท่านได้รู้ไปด้วยกัน ว่ามันมีวิธีป้องกัน หรือบรรเทายังไงได้บ้าง เพราะไม่ว่ายังไง ผู้หญิงอย่างเราก็อยากจะสวยไปตลอดใช่ไหมละค่ะ เริ่มแรก เรามาทำความรู้จักเจ้าท้องลายกันก่อนว่ามันมาได้ยังไง ? ท้องลาย เกิดจากการขยายตัวของผิวหนังและเนื้อเยื่อในเวลาอัดรวดเร็ว ซึ่งในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ จะเกิดการฉีกขาดในโครงสร้างของ Collagen , Elastin ใต้ผิว กลายเป็นแผลเป็นในชั้นหนัง จนเกิดเป็นรอยแตกได้ง่าย ลักษณะของรอยแตกลาย เริ่มแรกจะมีสีออกม่วงหรือแดง เรียกว่า รอยแตกลายใหม่ ซึ่งรอยแบบนี้ยังคงรักษาหายได้ง่ายที่สุด แต่หากปล่อยไว้จนกลายเป็นสีขาวซีด เห็นเป็นร่องรอยแตก เรียกว่า รอยแตกลายเก่า ก็จะรักษาได้ยาก โดยบริเวณที่คุณแม่ตั้งครรภ์มักเกิดรอยแตกไม่ได้มีแค่เพียงที่ท้องเท่านั้น แต่รวมไปถึงทรวงอก สะโพก ต้นขา และบั้นท้าย ซึ่งรอยแตกส่วนใหญ่มีขนาดกว้างประมาณ 1 – 10 เซนติเมตร และยาวได้หลายเซนติเมตร กว่า 90 % ในหญิงตั้งครรภ์จะมีภาวะหน้าท้องลาย ในช่วงไตรมาสสุดท้าย แล้วทีนี้เราจะป้องกันยังไง ก็มีคนบอกไว้หลายวิธี…